20.4.14

Ofuro การอาบน้ำแบบญี่ปุ่น

ฉันกลับจากการไปเยือนประเทศญี่ปุ่นครั้งแรก นอกจากความประทับใจในผู้คนและสถานที่ที่ได้พบเจอทั้งระหว่างการทำงานและระหว่างทาง สิ่งหนึ่งที่ติดใจกลับมามากๆก็คือ การอาบน้ำแบบญี่ปุ่น

คืนแรกที่ไปถึง ก็พบว่าที่พักของเรา มีเฉพาะห้องน้ำแบบอาบรวมเท่านั้น ครั้งแรกของฉันมีเวลาทำใจไม่มากเสียด้วย เพราะเราไปถึงดึกมาก ทางที่พักยอมขยายเวลาใช้ห้องอาบน้ำให้แค่แป๊บเดียว จะเลี่ยงไปอาบเช้าวันรุ่งขึ้นก็ไม่ได้ เพราะห้องอาบน้ำเปิดเฉพาะตอนเย็น อีกทั้งเราเดินทางกันมาเป็นวันๆแล้ว ไม่อาบคงนอนไม่หลับแน่ ในทีมเรามีผู้หญิงสี่คน เลยต้องจับคู่อาบ เพื่อให้ทันเวลา และเขินน้อยหน่อย 

การอาบน้ำแบบญี่ปุ่นนั้น เราต้องนั่งล้างตัว สระผม ล้างหน้าให้สะอาดก่อน มีเก้าอี้เตี้ยๆ และมีกะละมังเล็กๆสำหรับผสมน้ำสบู่ แล้วใช้ผ้าผืนบางจุ่มฟองขัดตัว ไอเดียนี้ดีมาก เพราะใส่สบู่นิดเดียวแต่ได้ฟองเยอะ อาบและขัดได้ทั้งตัว ก๊อกน้ำมีทั้งที่เป็นฝักบัวติดบนผนังได้ระดับพอดี และมีก๊อกด้านล่าง ให้เปิดน้ำใส่กะละมังและล้างขัดเท้าได้สะดวก หลังล้างตัวเสร็จ ก็ลงไปแช่ในบ่อน้ำร้อน ซึ่งแม้จะรู้สึกร้อนมากในตอนแรก แต่ผ่านไปสักพักก็อุ่นสบาย คลายเมื่อยล้า แช่เสร็จแล้ว รู้สึกถึงเลือดลมที่ไหลเวียน แก้มมีเลือดฝาด และง่วงนอนโดยอัตโนมัติ

ที่พักส่วนมากของการเดินทางครั้งนี้ มีห้องอาบน้ำแบบ Ofuro ทั้งแบบอาบรวมและอาบเดี่ยว แบบอาบเดี่ยวมีลักษณะเหมือนกัน แต่ห้องเล็กกว่าเท่านั้น ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ จะมีแผ่นปิดอ่างอาบน้ำไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิน้ำให้ร้อนอยู่เสมอ 

ฉันว่าการอาบน้ำแบบญี่ปุ่น มีข้อดีตรงการนั่งอาบ เพราะเราได้ใกล้ชิดกับร่างกายเรามากกว่ายืน การนั่งยังผ่อนคลายกว่า เอื้อต่อการค่อยๆขัดค่อยๆถู การใช้ผ้าช่วยขัดตัวยังทำให้รู้สึกสะอาดและผิวเนียนลื่นขึ้นด้วย 

การอาบน้ำ Ofuro แต่ละที่ในทริปนี้ ให้ประสบการณ์ต่างกันไป ทำให้การอาบน้ำท่ามกลางอากาศหนาวๆกลายเป็นเรื่องน่าสนุก นอกจากอาบน้ำรวมในห้องน้ำ ฉันได้ลองแช่บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง และได้ลองแช่ในอ่างอาบน้ำที่ทำด้วยไม้ ที่ให้ความรู้สึกดีๆด้วย ฉันเชื่อว่า Ofuro น่าจะมีส่วนให้การเดินทางและการทำงานครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี 

กลับมาถึงบ้าน แอบคิดถึง Ofuro เล็กๆ แต่พอเดินเข้าไปในห้องน้ำ ก็พบว่า ห้องน้ำที่บ้านเราก็มีทุกอย่างที่จะเป็น Ofuro ได้ กลายเป็นว่า ความฝันจะมี Ofuro ที่บ้านเป็นจริงได้โดยไม่ได้ตั้งใจ ทีนี้ก็เหลือแต่ห้องอาบน้ำกลางแจ้งแบบตักอาบด้วยขันกับโอ่ง ที่สักวัน ฉันฝันจะมีที่บ้าน ไว้จ้วงอาบในวันร้อนๆ

หมายเหตุ อดคิดไม่ได้ว่า คงจะดีถ้าเราคนไทยรักษาการอาบน้ำแบบตักอาบไว้เป็นวัฒนธรรมอย่างจริงจังเหมือนชาวญี่ปุ่นบ้าง ลองนึกถึงรีสอร์ตหรูๆ ที่ทำห้องอาบน้ำแบบตักอาบดูสิ ฉันว่าคงจะเท่มากเลยล่ะ และต้องมีผ้าขาวม้ากับผ้าถุงเตรียมไว้ให้นุ่งอาบด้วยนะ 

และนี่คือห้องน้ำที่บ้านฉันเอง มีอ่างเล็กๆ มีเก้าอี้เตี้ย กะละมังน้อย และผ้าขัดตัว ฝักบัวปรับระดับให้ใช้นั่งอาบได้พอดี
 





21.3.14

Indigo tissue paper holder


ของใช้จำเป็นอย่างหนึ่งในบ้าน ที่หาซื้อแบบที่ถูกใจได้ยากเย็นเหลือเกินสำหรับฉัน คือ กล่องใส่กระดาษเช็ดปาก ถ้าถามพี่แกละ-สไตลิสต์คู่ใจจะรู้ว่า เวลาถ่ายรูปบ้านเพื่อมาลงในหนังสือ ฉันมักขอให้เอากล่องกระดาษเช็ดปากออกจากเฟรมเสมอ เพราะน้อยครั้งที่มันจะดูเข้ากับบ้านและเสริมให้บ้านสวย เมื่อถึงคราวบ้านตัวเอง จึงคิดอยู่นานว่าแบบไหนดีที่มันจะอยู่บนโต๊ะกินข้าวได้โดยที่เรามองได้ทุกวันไม่ขัดตา จำได้ว่าเคยเห็นรูปที่ใส่กระดาษทิชชูแบบพกทำจากผ้าสวยดี ฉันจึงอยากประยุกต์แบบนั้นมาใช้กับกระดาษเช็ดปากบ้าง แบบเรียบๆจะสวยได้ต้องใช้ผ้าที่มีผิวสัมผัสดีๆ ฉันตัดใจนำผ้าฝ้ายเข็นมือทอมือย้อมครามมาทำ โดยทดลองทำกับผ้าฝ้ายสีขาวก่อนกันความผิดพลาด ที่ลุ้นมากคือต้องเย็บด้วยมือเพราะที่บ้านยังไม่มีจักร ฝีเข็มดูไม่ได้เอาซะเลย แต่เสร็จออกมาแล้วได้ผลน่าพอใจ ตอนนี้ฉันสามารถนั่งมองที่ใส่กระดาษได้ทั้งวันทีเดียว


14.3.13

แหวนดอกหญ้า




ผ่านมาจะครบสามเดือนแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้เขียนเรื่องนี้...

เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆในงานแต่งงาน ฉันไม่เคยมีความตั้งใจใดๆมาก่อนเกี่ยวกับแหวนเลย และยังไม่ค่อยได้เจอแหวนแบบที่ชอบจริงๆซะด้วย รู้สึกเสียดายสตางค์ถ้าจะต้องซื้อแหวนแพงๆที่เราไม่มีความรู้สึกใดๆให้ ก็ของทุกชิ้นควรได้อยู่กับคนที่รู้คุณค่าของมันไม่ใช่เหรอ ช่วงที่กำลังคิดวนเวียนเรื่องนี้อยู่นั้น ฉันมีโอกาสได้พบคุณนัท AtelierRudee ซึ่งได้รู้จักตอนทำหนังสือ บ้าน บ้าน ฉบับที่ ๓ คุยไปคุยมาก็เกิดความคิดให้คุณนัททำแหวนให้ดีกว่า แนวทางของเธอน่าจะถูกใจฉัน แต่พอคุยไปคุยมาเรื่อยๆ เธอกลับชวนให้ลงมือทำเองซะเลย ฉันตื่นเต้น ดีใจและแอบกังวล ไม่คิดว่าเราจะทำแหวนได้เอง และกังวลว่าตั้ว(เจ้าบ่าว)จะไม่เอาด้วยกับไอเดียนี้ แต่ผลกลับเป็นตรงข้าม เพราะตั้วดูสนุกและตอบตกลงทันที

ไอเดียของแหวนที่เราช่วยกันคิด คือ แหวนดอกหญ้า ฉันคิดว่า ถ้าแหวนแต่งงานจะมีความจำเป็นอะไรสักอย่างกับชีวิตคู่ของเรา มันน่าจะเป็นสิ่งที่คอยเตือนใจ ในวันที่เราอาจทะเลาะ โกรธ เกลียด หรือคิดจะเลิกกัน ให้เรานึกถึงวันเวลาที่เราเพิ่งเริ่มรักกันในวัยเยาว์ ทั้งฉันและตั้ว เรารู้สึกว่าในตัวของเราสองคนมีเด็กที่ไม่อยากโต เวลาดูในหนัง เมื่อเด็กชายอยากบอกรักเด็กหญิง ก็คงมีเพียงแหวนที่พันขึ้นจากดอกหญ้าเท่านั้นเป็นสื่อรัก ฉันชอบความรู้สึกแบบนั้น มันไร้เดียงสา เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ไม่มีเหตุผล ไม่สนใจกฎกติกาของผู้ใหญ่ ความรักของเราก็เป็นแบบนั้น ถึงผลงานที่ออกมาจะไม่สวย ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่แหวนแต่งงานควรจะเป็น แต่ฉันก็ดีใจมากที่เราได้ทำมันขึ้นมาด้วยมือของเราเอง มีรอยนิ้วมือ ความรู้สึกและความทรงจำของเราผนึกอยู่ในนั้น 



ปั้นแว๊กซ์เป็นดอกไม้จิ๋วๆ
แหวนดอกหญ้าที่ยังเป็นแว๊กซ์
ทำสนุกๆ 
แหวนดอกอะไรก็ไม่รู้
เทียบสเกลให้ดูว่าเล็กมาก
ทำไปเรื่อยๆ สนุกมือ
อุปกรณ์ที่ใช้ แท่งแว๊กซ์สีสวยจัง
เสร็จแล้ว แหวนดอกหญ้าและพวกพ้อง เตรียมพร้อมไปเข้าโรงหล่อ
ออกจากโรงหล่อมา โลหะยังถูกเคลือบด้วยผงปูนสีขาวๆ 
ใช้ตะไบค่อยๆขัดให้ผงปูนที่เคลือบผิวออก โดยไม่ให้กินเนื้อโลหะเข้าไป (ได้ใช้โต๊ะช่างทองด้วย)
ขัดเสร็จแล้ว ก็เอามาเผาไฟ
เผาไฟแล้วนำมาแช่ในกรด
แช่กรดแล้วนำมาขัดด้วยแปรงทองเหลือง
แล้วนำมาเผาไฟอีกที ทำสลับกันไปอย่างนี้ซ้ำหลายๆรอบ

แหวนดอกหญ้าและพวกพ้อง ทองและเงิน
  
แบบร่างฝีมือตั้ว เสร็จแล้วเหมือนเลย แค่เราเปลี่ยนใจไม่ใส่เพชรแล้ว 

16.2.13

บ้านพี่แกละ

ฉันรู้จักพี่แกละ หรือคุณสมบุญ กริ่งไกร มากว่าห้าปีแล้ว เริ่มต้นจากการทำงานด้วยกันตอนฉันทำหนังสือ Simply Home พี่แกละเป็นสไตลิสต์ให้กับบ้านแทบทุกหลังที่ฉันไปถ่ายนับแต่นั้น การทำงานร่วมกันทำให้ฉันมีโอกาสได้แวะเวียนไปบ้านพี่แกละหลายต่อหลายครั้ง ได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของการตกแต่งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทุกครั้งที่ไปเยือน ฉันพบว่า ต่อม"ตื่นตาตื่นใจ"ของฉันต้องทำงานหนักทุกทีไป นี่เป็นภาพที่ฉันถ่ายไว้ตอนไปครั้งหลังๆ (แต่ไม่ใช่ครั้งล่าสุด) ในเดือนธันวาคมที่พี่แกละจัดบ้านให้มีบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ข้าวของทุกชิ้น หนังสือทุกเล่ม ไปจนถึงเสียงเพลงและกลิ่นหอมของเทียนทำให้ชั่วครู่หนึ่งฉันอยากให้ที่นี่กลายเป็นคาเฟ่ เพื่อให้ใครต่อใครได้มีโอกาสมานั่งเพลินๆที่นี่อย่างฉันบ้าง ฉันรู้ว่าฉันคงไม่สามารถอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายอย่างนี้ได้แน่ๆ แต่ก็รู้ว่า ฉันสามารถนั่งอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าอยู่ในบ้านพี่แกละได้เป็นวันๆ และทุกครั้งที่กลับออกไป ไฟและพลังในการทำงานและการสร้างสรรค์จะลุกโชนเสมอ








11.1.13

ตามรอยอาจารย์จิ๋ว คิดถึงอาจารย์ฉัตร

จำได้ว่า สมัยเรียนที่คณะสถาปัตย์ ลาดกระบัง ฉันชอบวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นมาก ยิ่งเมื่ออาจารย์พาออกเดินทางไปทัศนศึกษาตามต่างจังหวัดก็ยิ่งสนุก เราเดินทางกันด้วยรถบัสเก่าๆของคณะ พักโรงแรมราคาไม่แพงซึ่งถ้าให้นอนคงเดียวคงไม่ยอม แต่เมื่อมีเพื่อนๆ และโลกกว้าง ความลำบากก็กลายเป็นความสนุก การเดินทางแบบนั้นและความรู้ที่ได้จากอาจารย์ คือสิ่งที่ฉันคิดถึงอยู่เสมอหลังจากเรียนจบออกมา 

จนวันหนึ่ง ฉันได้อ่านบทความสารคดี "ส่องโลก...โดยอาจารย์จิ๋ว" ที่รุ่นพี่สถาปัตย์ ลาดกระบังนำมาโพสต์ไว้ อาจารย์จิ๋วพาพวกพี่ๆไปเที่ยวเหมือนสมัยเรียนอีกครั้ง เป็นทริปย่อมๆจบในหนึ่งวัน ตามเส้นทางเลียบชายทะเลจากแม่กลองถึงเพชรบุรี มีวัดเขายี่สาร วัดที่สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นหนึ่งในจุดหมาย ฉันตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะหาทางตามรอยอาจารย์ให้ได้สักวัน

แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อตั้วต้องไปทำงานที่หัวหิน ฉันขอติดสอยห้อยตามไปด้วย และเรามีภารกิจต้องไปไหว้พระขอพรพร้อมถวายสังฆทานก่อนจะถึงวันแต่งงาน เพื่อเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตคู่  วัดเขายี่สารจึงถูกบรรจุลงในแผนการเดินทางอย่างแนบเนียนลงตัว 

เหตุที่ต้องเป็นวัดเขายี่สาร เพราะเป็นหนึ่งในวัดที่ฉันจำตอนมาครั้งแรกได้แม่น เนื่องจากเป็นวัดแรกของทริปราชบุรี-เพชรบุรี อาจารย์ฉัตรพาแวะที่นี่แต่เช้า เพื่อมาดูหน้าบันพระอุโบสถที่ประดับด้วยชามกระเบื้องเคลือบ ซึ่งฉันรู้สึกประทับใจ และอีกเหตุผลคือ ฉันอยากมาดูศาลาไทยที่อาจารย์จิ๋วบอกว่า "นี่มัน Mies van de Rohe เลยนะเนี่ย" รวมถึงโรงเรือนเผาถ่านที่เท่มากๆ ตามที่อ่านเจอในสารคดีส่องโลกฯ 

ฉันดีใจที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง และได้มากับคนที่เคยมาด้วยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ดีใจที่ได้เรียนวิชานี้กับอาจารย์ฉัตรและอาจารย์จิ๋ว ซึ่งปลูกฝังค่านิยม แนวคิด ทัศนคติอะไรไว้มากมายในตัวฉัน เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงอุดมคติเล็กๆ ซึ่งฉันได้นำมาใช้ในการทำงานตลอดมา 

"อย่าลืมนะ space สวย ... เอาไปปรับเข้ากับงานออกแบบ interior space ... เอาไปทำให้ประณีตหน่อย"

อาจารย์จิ๋วมักจะสอนให้เรามองสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้ขาด มองให้ลึกถึงแก่นแท้ความงามของทุกๆอย่าง แล้วนำมาปรับใช้กับงานออกแบบ นี่คือคำสอนของอาจารย์จิ๋ว ที่พร่ำบอกกับพวกเราเสมอๆ ฉันคิดว่า นี่เป็นคำสอนที่ดีที่สุด และใช้ได้กับการออกแบบทุกแขนงเลยทีเดียว 




ต้นมะซาง ไม้โบราณหายาก อายุลำต้นตรงและสูงมาก 



มุมมองจากบันไดทางขึ้น อาจารย์จิ๋วชื่นชมว่าจัดสเปซได้งดงามมาก มีการวางผังยักเยื้อง เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเขา ผังอาคารจึงเบี่ยงออกจากแกนกลางเพื่อให้เกิดความลงตัว
ศาลาหลังนี้ล่ะ ที่อาจารย์จิ๋วบอกว่า "Mies van de Rohe เลยนะเนี่ย" เนื่องจากการเล่นระดับเป็นศาลาพักนั่งเล่นกับพื้น
ผลมะเกลือตกอยู่เต็มพื้น 


ลวดลายปูนปั้นรอบพระอุโบสถ มีความโดดเด่นงดงามมาก อาจารย์จิ๋วบอกว่า  เป็นฝีมือของอาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ์ ช่างปูนปั้นเมืองเพชร


หน้าบันของพระอุโบสถ ที่ประดับด้วยถ้วยชามกระเบื้องเคลือบ
ที่นี่ล่ะ ที่อาจารย์จิ๋วพาแวะถ่ายรูป ต้นไม้รอบๆกับตัวโรงเรือน อาจารย์บอกว่า "เหมือนสวนญี่ปุ่น"
โรงเรือนเผาถ่าน โครงทำจากไม้ไผ่ มุงจาก สวยมาก
โรงเผาถ่านตั้งอยู่ริมน้ำ ที่ฝั่งตรงข้ามเป็นป่าโกงกาง
ไม้โกงกางวางเรียงไว้เป็นระเบียบ รอเข้าเตาเผากลายเป็นถ่าน

หมายเหตุ ขอขอบคุณข้อมูลจาก บทความ "ส่องโลก...โดยอาจารย์จิ๋ว" มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ