19.12.12

Bride's-eye view

สิ่งหนึ่งที่ฉันตั้งใจว่าจะทำให้ได้ เมื่อรู้ว่าต้องเป็นเจ้าสาวในงานแต่งงาน ก็คือ สะพายกล้องคล้องคอไว้ถ่ายภาพสิ่งที่ฉันเห็น ทั้งบรรยากาศ บุคคลอันเป็นที่รัก และการประดับประดาที่ฉันและเพื่อนๆช่วยกันลงมือทำ แต่ในความเป็นจริง เมื่อวันนั้นมาถึง ฉันทำอย่างที่ตั้งใจได้น้อยมาก ที่คิดว่าอยากถ่ายรูปตอนแขกมาหลั่งน้ำสังข์แบบใกล้ๆ ก็ไม่อาจทำได้ ที่อยากจะถ่ายรูปใครต่อใคร ฉันก็ดันลืม อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเองกับมือ ญาติที่รักเคารพหลายท่าน ฉันยังไม่ได้ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วยซ้ำ เมื่องานผ่านไป ฉันจึงได้แต่นั่งเสียดายกับรูปและจำนวนรูปในกล้องที่ได้มา อยากจะแก้ตัวแก้มือ ก็คงเป็นไปได้ยาก (ก็โอกาสที่จะได้เป็นเจ้าสาวคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ จริงไหม) ได้แต่บอกตัวเองให้ทำใจ แม้จะไม่มีภาพถ่าย แต่ฉันก็ดีใจว่า ฉันได้ใช้สติสัมปชัญญะที่มีไปกับงานวันนั้นอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบันทึกภาพทุกภาพที่ฉันเห็นด้วยตาของฉันเอง เก็บไว้ในลิ้นชักความทรงจำ ที่จะไม่มีวันลบเลือน 












ฉันและเจ้าบ่าว กับกล้อง CASIO JE 10 ที่เข้ากับชุดมากๆ
(ภาพนี้ฉันแอบขโมยภาพจากกล้องพี่เอ๋ยมาค่ะ) 



19.10.12

ฤดูหนาวมาแล้ว

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม หรือเมื่อวานนี้ ฉันเดินออกจากบ้าน และรู้สึกถึงอากาศ ลม แสงแดด ที่บ่งบอกว่า ฤดูหนาวมาถึงแล้วจริงๆ และฝนที่ตกหนักเมื่อบ่ายวันอังคารที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็คงเป็นฝนสั่งลาของปีนี้

การเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้ฉันมีโอกาสพบเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่น เธอเป็นสาวญี่ปุ่นที่พูดไทยชัดมากและรู้จักคำศัพท์ยากๆในภาษาไทยเสียด้วย เธออยู่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว (แต่ไม่ยอมบอกเราว่ากี่ปี) เธอเล่าว่า ก่อนมาอยู่เชียงใหม่ เธอทำงานที่กรุงเทพฯอยู่หลายปี และทุกปี เธอจะรู้ว่าฤดูหนาวมาเยือนแล้ว จากการฟังเสียงของจิ้งหรีด เธอจดบันทึกไว้ในบล็อก ว่าวันไหนที่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเป็นวันแรก และวันที่ของแต่ละปีก็ตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ

ตรงกับที่ฉันอ่านพบใน ตำนานผีล้านนา ตอน ผีตากผ้าอ้อม ว่า
"ต่อเมื่อกาลเวลาผันผ่าน กระแสน้ำลดระดับในเวลาเดือนเกี๋ยงหรือเดือนเจี๋ยงตรงกับเดือนทางภาคกลางคือเดือนสิบเอ็ด ขณะที่น้ำลดกระแสพร้อมกับสายมลมหนาวเริ่มรำเพยพัดจอยกิ่งไม้ใบหญ้า บรรดาจี้กุ่งหรือจิ้งโกร่ง  จิ้งหีดหรือจิ้งหรีดต่างพากันร้องเซ็งแซ่ ระงมไพรยามค่ำคืน เป็นสิ่งบอกเหตุว่าหน้าน้ำนองจะลาจากไปแล้วละเน้อ... "

คำบอกเล่าของเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่น ทำให้ฉันอดทึ่งไม่ได้ เรื่องราวเล็กๆเรื่องนี้ สะท้อนถึงหลายสิ่งที่ทำให้ฉันต้องกลับมาทบทวนตัวเอง อันดับแรกคือ ความละเอียดอ่อนของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อธรรมชาติรอบกาย ฉันซึ่งเป็นคนไทยอยู่เมืองไทยผ่านร้อนหนาวมาสามสิบกว่าหนยังไม่เคยสังเกตุถึง"วันแรกที่จิ้งหรีดร้อง"เลย อันดับต่อมา คือ นิสัยช่างบันทึก ซึ่งฉันพบว่า มีอยู่มากในชาวญี่ปุ่น และสิ่งที่อยู่ในบันทึกนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้บันทึกเองและผู้อื่น

อันดับสุดท้าย  ข้อนี้ต้องขอเท้าความนิดนึง เมื่อประมาณสามปีก่อน มีนักเขียนหญิงไทยชื่อดังที่เคยไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น พูดกับฉันว่า ... ที่คนญี่ปุ่นมีความละเอียดอ่อนต่อสิ่งต่างๆ และเลือกใช้สีสันได้อย่างล้ำลึกน่าทึ่ง นั่นเป็นเพราะ ประเทศเขามีฤดูที่แตกต่างกันชัดเจนถึงสี่ฤดู ดอกไม้เขาก็มีเฉดสีที่ลึกซึ้ง ไม่สดจัดจ้าเหมือนดอกไม้ไทย...

ฉันฟังไปพยักหน้าไป แต่แอบเกิดคำถามขึ้นเล็กๆในใจ คำถามที่ฉันได้พบคำตอบจากบทสนทนากับชาวญี่ปุ่นในวันนั้น นั่นคือ ... ทุกสิ่งบนโลกนี้ จะสวยหรือไม่ สำคัญที่ใครมอง ...

ฉันเชื่อว่า ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในเมืองไทยทุกคน คงไม่ได้สังเกตุถึงความสัมพันธ์ของเสียงจิ้งหรีดกับการมาถึงของฤดูหนาวเหมือนเพื่อนของฉันคนนี้ และการที่นักเขียนหญิงไทยคนนั้นมองเห็นว่าความงามแบบไทยสู้แบบญี่ปุ่นไม่ได้ ก็เป็นเพราะ "การรับรู้" ของเธอเอง สิ่งหนึ่งที่พอจะยืนยันข้อสรุปนี้ของฉันได้ก็คือ เมื่อเราเอ่ยถึงประเทศของเขาอย่างชื่นชม เพื่อนญี่ปุ่นคนนี้กลับบอกว่า ...

"ฉันคิดว่า ดอกคูนก็ไม่ได้สวยน้อยไปกว่าซากุระเลยนะคะ"

ฉันไชโยโห่หิ้วอยู่ในใจ และอยากให้คนไทยคิดได้อย่างนี้เยอะๆจัง




หมายเหตุ
บันทึกนี้ถูกเขียนขึ้นจากความคิดที่แล่นเข้ามาในสมองอย่างฉับพลัน และเขียนท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดร้องอยู่นอกหน้าต่าง ในห้องที่ไม่เปิดแอร์และไม่มีพัดลม



  

24.4.12

ชุดรับร้อน




       เมื่อวาน ระหว่างยืนบนรถไฟฟ้า คนเบียดเสียดเยอะแยะ ฉันเกิดความคิดขึ้นมาว่า ทำไมเราคนไทยในกรุงเทพฯ ถึงนิยมใส่กางเกงยีนส์ ใส่สูท ถุงน่อง เสื้อเชิ้ตแขนยาว เสื้อยืดหนาๆ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนังพร้อมถุงเท้า ทั้งๆที่บ้านเราเป็นเมืองร้อน ร้อนมากก เราแต่งตัวตามแบบคนตะวันตกกันโดยไม่เอะใจ ... วันที่อากาศร้อนมากกกกอย่างวันนี้ ฉันเลยเลือกใส่เสื้อผ้าฝ้ายบางเบา กางเกงเอวผูกผ้าบาง รองเท้าเปิดนิ้ว ใส่หมวกสานกันแดด ถือกระเป๋าหวายสานที่เบาและเย็นกว่าหนัง และพกพัดเอาไว้เรียกลม  ถึงมันจะดูแปลกในสายตาใครๆ แต่ฉันก็รู้สึกถึงความเบา สบาย และเป็นอิสระ




21.2.12

รักปักใจ...

ไม่น่าเชื่อว่า ...  ครั้งหนึ่ง เราจะเคยทำอะไรอย่างนี้ ...

ฉันไม่ได้เป็นคน"รักเด็ก" อุ้มเด็กยังไม่ค่อยเป็น แต่รู้สึกอยากทำหนังสือที่อุทิศให้ "วัยเด็ก" สักครั้ง
หนังสือ "Living Mini" เป็นหนังสือเล่มแรกที่ฉันทำอาร์ตเวิร์คเองทั้งเล่มครั้งแรก
และอยากให้มันสะท้อนถึงสิ่งที่ฉันชอบทำตอนเป็นเด็ก นั่นก็คือ การปักผ้า

จำได้ว่าตอนอยู่ชั้น ป.5 คุณครูสั่งการบ้านให้ประดิษฐ์อะไรมาก็ได้หนึ่งอย่าง (เป็นการสั่งงานที่ให้อิสระกับเด็กสูงมากกกและง่ายต่อครูมากกก) และนั่นเป็นงานฝีมือที่ฉันจำมาถึงทุกวันนี้ เพราะฉันได้ออกแบบและทำเองกับมือ จำได้ว่า มันคือ ที่รองแก้ว แผ่นกลมๆสีขาว คัตเวิร์คริมผ้าด้วยไหมสีช็อคกิ้งพิงค์ แล้วตรงกลางปักลูกโซ่เป็นรูปถ้วยกาแฟ ฉันไม่เคยทำมาก่อน นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันหัดปัก โดยมีพี่ภัทรคอยสอนให้ และมีแม่คอยชื่นชมอยู่ห่างๆ เป็นการบ้านชิ้นที่ฉันภูมิใจนำเสนอมาก ทว่า คุณครูกลับไม่เชื่อว่าฉันทำเอง...

ระหว่างการทำหนังสือ  "Living Mini"  ฉันรู้สึกมีความสุข และแอบหลงรักเด็กเจ้าของห้องทุกห้องที่ได้พบ ธรรมชาติของเด็กช่างงดงาม ฉันจึงถ่ายทอดความรู้สึกที่ฉันมีต่อพวกเขาลงในงานปักผ้าเหล่านี้ ฉันเลือกสีของเส้นไหมและออกแบบลวดลายตามคาแรคเตอร์ของเด็กแต่ละคนแบบที่ฉันรู้สึก มองย้อนกลับไปตอนนั้น นับว่าเป็นงานที่ใช้เวลามากทีเดียว แต่ฉันก็เพลิดเพลินกับมันจริงๆ

เมื่อหนังสือพิมพ์เสร็จ ฉันนำผ้าปักเหล่านี้ไปขึงใส่เฟรมแล้วส่งไปให้คุณแม่ๆพร้อมหนังสือด้วย แม้ว่าฝีเข็มจะไม่เที่ยง เดินเส้นโย้เย้ไปบ้าง แต่ฉันก็ภูมิใจกับงานฝีมือชุดนี้มาก ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะถูกแขวนโชว์หรือวางในห้องของพวกเขาอย่างไร แค่อยากให้ แทนคำขอบคุณเพื่อนวัยเยาว์ ที่เกิดมาเพื่อเป็นแง่มุมที่สวยงามของโลกใบนี้ ...

หนังสือ "Living Mini" เป็นหนังสือลำดับที่ 4 ของชุด i love home วางแผงไปเมื่อเกือบสามปีที่แล้ว ยอดขายไม่ค่อยดี ไม่มีการพิมพ์ซ้ำ แต่ฉันไม่เคยเสียใจเลยที่ได้ทำงานนี้ เพราะเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ใครที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปและสัมผัสมันด้วยหัวใจที่มีความเป็นเด็ก คงจะรักมันและเข้าใจ"ข้อความ"ที่ฉันพยายามจะบอก และถ้าคุณแม่สักคนได้เห็นผ้าปักเหล่านั้นแล้วอยากลงมือทำให้ลูกบ้าง ฉันก็คงจะดีใจมากเลยทีเดียว



 ... ยืนยันอีกทีว่าไม่ได้ "รักเด็ก" จริงๆ

12.2.12

A Sneak Peek of my new book.


ฉันแอบคิดมานานแล้วว่า อยากให้มีภาพ Perspective แบบเขียนมือลงสีน้ำในหนังสือที่ตัวเองทำสักครั้ง แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง ทีแรกไม่ตั้งใจว่าจะวาดเองหรอกนะ แต่ในเวลาที่เร่งรีบแบบสุดๆนี้ ตนคงต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน แม้วิชาสีน้ำจะไม่พัฒนาเลย แต่ฉันก็เชื่อว่า งานศิลปะที่ทำด้วยมือล้วนๆแบบนี้ เมื่อไปอยู่ท่ามกลางผลผลิตของระบบอุตสาหกรรม มันก็คงดูไม่แย่นักหรอก... 

มีแค่กระดาษ พู่กัน สี น้ำ แสง ลม และเพลงที่ฮัมในใจ เป็นช่วงเวลาที่สุขสงบที่สุด
วันนี้วาดรูปสุดท้ายเสร็จทันแสงสุดท้ายพอดี

อยากให้หนังสือเสร็จเร็วๆ อยากอวดแล้วว...

16.1.12

ผ้าโสร่ง

     ตอนเด็กๆ แม่ชอบตัดกางเกงขาสั้นสำหรับใส่ในกระโปรงนักเรียนให้ โดยใช้ผ้าโสร่ง ลวดลายสีสันจัดจ้านเหลือเกิน ตอนนั้นฉันไม่ชอบเลย อยากได้กางเกงสีขาวเรียบๆมากกว่า จะลุกจะนั่งก็ต้องคอยระวัง ไม่ให้กระโปรงเปิด กลัวเพื่อนเห็นกางเกงลายโสร่ง ... วันเวลาผ่านไป จนฉันไม่ต้องนุ่งกางเกงขาสั้นข้างในกระโปรงแล้ว กลับพบว่า ฉันหลงรักผ้าโสร่งเข้าแล้ว เจอร้านขายโสร่งลายสวยสีสดในสำเพ็ง ก็ซื้อมาตัดกระโปรงใส่ สีบานเย็น สีแดง แรงกว่าที่แม่ตัดให้ตอนเด็กๆซะอีก ซื้อสะสมไว้หลายผืนจนกลายเป็นร้านเจ้าประจำ
     อิทธิพลของกางเกงโสร่งที่ต้องใส่ทุกวันตอนเด็กๆ ส่งผลถึงรสนิยมหลายอย่างที่ฝังแน่นในตัวฉัน โดยเฉพาะความชอบในผ้าพื้นเมือง หรือวัฒนธรรมแบบชนเผ่าต่างๆ ลวดลายซื่อๆจริงใจ สีสันตัดกันโฉ่งฉ่างนี่ล่ะ เห็นทีไรสะดุดใจยิ่งนัก แม้วันนี้ฉันโตเกินกว่าจะใส่กระโปรงลายโสร่งสีสดแล้ว แต่ถ้าเจอผ้าพื้นเมืองสีและลายไม่ฉูดฉาดมาก ก็จะนำมาตัดกางเกง และใส่ด้วยความมั่นใจเสมอ (แม้คนรอบข้างมักจะมองแบบตั้งคำถามว่า"กล้าใส่ได้ไง") แต่แปลกนะ ที่ฉันไม่เคยใช้ผ้าโสร่งมาตัดเป็นเสื้อเลย
      เสื้อสองตัวนี้ ตัดจากผ้าโสร่งที่ฉันซื้อเก็บไว้นานมากแล้ว ฉันเองไม่ชอบใส่เสื้อลายแต่คิดว่าถ้าผ้าโสร่งกลายเป็นเสื้อตัวเล็กๆคงน่ารักดี
       ตอนพี่เอเอาของขวัญวันเกิดมาให้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา พี่เอบอกว่ากำลังหากระโปรงผ้าขาวม้าให้น้องออมน้องเอม-ลูกสาวฝาแฝดใส่ไปโรงเรียนวันศุกร์ (ที่เด็กๆต้องใส่ชุดพื้นเมือง) ฉันเลยตั้งใจจะเย็บให้เป็นของขวัญ ไม่ได้เย็บเป็นกระโปรง แต่เสร็จออกมาอย่างที่เห็น โดยแม่ของฉันเป็นผู้ตัดและกะขนาดให้พอดีกับเด็กสามขวบสี่เดือน (ไม่ได้ขอวัดตัวเพราะอยากให้พี่เอประหลาดใจ) และสอนวิธีเย็บ
      แม่ตัด ฉันเย็บ...กิจกรรมของสองแม่ลูกในคืน "วันครู" พอดี แม่บอกดีใจวันนี้ได้เป็นครู ฉันก็ดีใจ เย็บเสื้อไปชื่นชมลายผ้าไป  ลืมบอกว่า แม่เองก็ชอบใส่ผ้าโสร่งเหมือนกัน แต่ตัดเป็นชุดนอนกระโปรงยาวสวย และนุ่งเป็นผ้านุ่งบ้างในบางโอกาส แม่นุ่งผ้านุ่งได้สวยที่สุด
       และทุกครั้งที่เห็นผ้าโสร่ง ... ฉันจะคิดถึงแม่









น้องเอม+น้องออม ใส่แล้วน่ารักมากเลย

11.1.12

Leaf & Learn Sketch Book

ช่วงปีที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ได้ออกแบบสมุดเล่มนี้ ให้กับสำนักพิมพ์บ้านและสวน เพื่อเป็นของแถมให้ลูกค้าที่ซื้อหนังสือครบ 500 บาท เป็นงานชิ้นเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่มาก เพราะได้ทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่คิดคอนเส็ปต์ วาดภาพประกอบ เขียน จัดอาร์ตเวิร์ค ถ่ายรูป ไดคัตรูป ปรับสีรูป และพิสูจน์อักษร 
ที่มาของ Leaf & Learn Sketch Book มาจากภาพลายเส้นที่ฉันเคยเห็นนานมาแล้ว แสดงรูปทรงของใบไม้แบบต่างๆ พร้อมชื่อเรียกที่เพราะๆทั้งนั้น สารภาพตามตรงว่า แม้จะชอบดูดอกไม้ต้นไม้ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ใบไม้ที่เราเห็นๆอยู่ทุกวัน มีความหลากหลายของรูปทรงมากถึงเพียงนี้ 

ความรู้ใหม่ทำให้ช่วงนั้นฉันสนุกกับการสังเกตรูปทรงของใบไม้ ทั้งที่อยู่บนต้นและที่ร่วงบนพื้น ยิ่งตอนเดินเก็บใบไม้มาถ่ายรูปยิ่งสนุก และเกิดความคิดอย่างนึงว่า ไม่ว่าต้นไม้นั้นจะเป็นต้นไม้ราคาแพง ต้นไม้ยอดนิยม หรือเป็นแค่วัชพืช ทุกต้นล้วนเป็นตัวของตัวเอง และต่างมีความงามในแบบของตน ฉันเดาว่า ถ้าต้นไม้มีความรู้สึก วัชพืชก็คงไม่ได้อยากเป็นต้นไม่ใหญ่ และคงไม่อิฉาต้นกุหลาบหรอก จริงมั้ย เพราะว่าจริงๆแล้ว หากเรามองต้นไม้แต่ละต้นให้เห็นถึงส่วนเล็กๆของมัน ไม่ว่าจะเป็นรูปใบ ปลายใบ โคนใบ หรือการจัดเรียงของใบ เราก็จะพบว่าทุกต้นมีความน่าสนใจ และล้วนเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติทั้งสิ้น

ขอบคุณพี่ตุ๊ก-กาญจนา เอนอ่อน บรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน ที่ให้โอกาสฉันได้ทำงานชิ้นนีี้ 
ขอบคุณพี่หมวยและพี่แมว ผู้คอยช่วยให้ข้อมูลเรื่องชื่อของใบไม้แต่ละใบ :) และขอบคุณพี่อู๊ด ที่ช่วยสอนวิธีปรับสีรูป (ซึ่งตอนนี้เกือบจะลืมไปหมดแล้ว) ....