11.1.13

ตามรอยอาจารย์จิ๋ว คิดถึงอาจารย์ฉัตร

จำได้ว่า สมัยเรียนที่คณะสถาปัตย์ ลาดกระบัง ฉันชอบวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นมาก ยิ่งเมื่ออาจารย์พาออกเดินทางไปทัศนศึกษาตามต่างจังหวัดก็ยิ่งสนุก เราเดินทางกันด้วยรถบัสเก่าๆของคณะ พักโรงแรมราคาไม่แพงซึ่งถ้าให้นอนคงเดียวคงไม่ยอม แต่เมื่อมีเพื่อนๆ และโลกกว้าง ความลำบากก็กลายเป็นความสนุก การเดินทางแบบนั้นและความรู้ที่ได้จากอาจารย์ คือสิ่งที่ฉันคิดถึงอยู่เสมอหลังจากเรียนจบออกมา 

จนวันหนึ่ง ฉันได้อ่านบทความสารคดี "ส่องโลก...โดยอาจารย์จิ๋ว" ที่รุ่นพี่สถาปัตย์ ลาดกระบังนำมาโพสต์ไว้ อาจารย์จิ๋วพาพวกพี่ๆไปเที่ยวเหมือนสมัยเรียนอีกครั้ง เป็นทริปย่อมๆจบในหนึ่งวัน ตามเส้นทางเลียบชายทะเลจากแม่กลองถึงเพชรบุรี มีวัดเขายี่สาร วัดที่สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นหนึ่งในจุดหมาย ฉันตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะหาทางตามรอยอาจารย์ให้ได้สักวัน

แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อตั้วต้องไปทำงานที่หัวหิน ฉันขอติดสอยห้อยตามไปด้วย และเรามีภารกิจต้องไปไหว้พระขอพรพร้อมถวายสังฆทานก่อนจะถึงวันแต่งงาน เพื่อเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตคู่  วัดเขายี่สารจึงถูกบรรจุลงในแผนการเดินทางอย่างแนบเนียนลงตัว 

เหตุที่ต้องเป็นวัดเขายี่สาร เพราะเป็นหนึ่งในวัดที่ฉันจำตอนมาครั้งแรกได้แม่น เนื่องจากเป็นวัดแรกของทริปราชบุรี-เพชรบุรี อาจารย์ฉัตรพาแวะที่นี่แต่เช้า เพื่อมาดูหน้าบันพระอุโบสถที่ประดับด้วยชามกระเบื้องเคลือบ ซึ่งฉันรู้สึกประทับใจ และอีกเหตุผลคือ ฉันอยากมาดูศาลาไทยที่อาจารย์จิ๋วบอกว่า "นี่มัน Mies van de Rohe เลยนะเนี่ย" รวมถึงโรงเรือนเผาถ่านที่เท่มากๆ ตามที่อ่านเจอในสารคดีส่องโลกฯ 

ฉันดีใจที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง และได้มากับคนที่เคยมาด้วยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ดีใจที่ได้เรียนวิชานี้กับอาจารย์ฉัตรและอาจารย์จิ๋ว ซึ่งปลูกฝังค่านิยม แนวคิด ทัศนคติอะไรไว้มากมายในตัวฉัน เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงอุดมคติเล็กๆ ซึ่งฉันได้นำมาใช้ในการทำงานตลอดมา 

"อย่าลืมนะ space สวย ... เอาไปปรับเข้ากับงานออกแบบ interior space ... เอาไปทำให้ประณีตหน่อย"

อาจารย์จิ๋วมักจะสอนให้เรามองสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้ขาด มองให้ลึกถึงแก่นแท้ความงามของทุกๆอย่าง แล้วนำมาปรับใช้กับงานออกแบบ นี่คือคำสอนของอาจารย์จิ๋ว ที่พร่ำบอกกับพวกเราเสมอๆ ฉันคิดว่า นี่เป็นคำสอนที่ดีที่สุด และใช้ได้กับการออกแบบทุกแขนงเลยทีเดียว 




ต้นมะซาง ไม้โบราณหายาก อายุลำต้นตรงและสูงมาก 



มุมมองจากบันไดทางขึ้น อาจารย์จิ๋วชื่นชมว่าจัดสเปซได้งดงามมาก มีการวางผังยักเยื้อง เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเขา ผังอาคารจึงเบี่ยงออกจากแกนกลางเพื่อให้เกิดความลงตัว
ศาลาหลังนี้ล่ะ ที่อาจารย์จิ๋วบอกว่า "Mies van de Rohe เลยนะเนี่ย" เนื่องจากการเล่นระดับเป็นศาลาพักนั่งเล่นกับพื้น
ผลมะเกลือตกอยู่เต็มพื้น 


ลวดลายปูนปั้นรอบพระอุโบสถ มีความโดดเด่นงดงามมาก อาจารย์จิ๋วบอกว่า  เป็นฝีมือของอาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ์ ช่างปูนปั้นเมืองเพชร


หน้าบันของพระอุโบสถ ที่ประดับด้วยถ้วยชามกระเบื้องเคลือบ
ที่นี่ล่ะ ที่อาจารย์จิ๋วพาแวะถ่ายรูป ต้นไม้รอบๆกับตัวโรงเรือน อาจารย์บอกว่า "เหมือนสวนญี่ปุ่น"
โรงเรือนเผาถ่าน โครงทำจากไม้ไผ่ มุงจาก สวยมาก
โรงเผาถ่านตั้งอยู่ริมน้ำ ที่ฝั่งตรงข้ามเป็นป่าโกงกาง
ไม้โกงกางวางเรียงไว้เป็นระเบียบ รอเข้าเตาเผากลายเป็นถ่าน

หมายเหตุ ขอขอบคุณข้อมูลจาก บทความ "ส่องโลก...โดยอาจารย์จิ๋ว" มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

7.1.13

ชวนชมตึก

ฉันชอบตึกเก่าๆจัง แต่ไม่น่าเชื่อว่า จะได้มาพบตึกเก่าสวยๆอยู่กลางใจเมือง ใกล้ๆบ้านนี่เอง...
วันก่อนฉันมีธุระที่ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม้จะเคยผ่านไปมาในม.เกษตรอยู่บ้าง แต่ไม่เคยแวะมาที่นี่ ฉันสะดุดตากับตึกประจำภาควิชานี้ตั้งแต่ป้ายชื่อ "ตึก ศ.คุณชวนชม จันทรเปารยะ" เมื่อเข้าไปข้างใน บรรยากาศยามบ่ายที่ร้างผู้คนนั้น ชวนให้รู้สึกราวกับหลุดไปอยู่ในอดีต ตึกยังมีสภาพสมบูรณ์มาก พื้น ระเบียง ประตู บานเกล็ด ม้านั่ง โถงบันได และห้องเลคเชอร์แบบนี้คงหาไม่ได้อีกแล้วในอาคารเรียนสมัยนี้ ดีจังเลยที่ทุกอย่างถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี และดีจังเลยที่ฉันได้มาเจอ   

19.12.12

Bride's-eye view

สิ่งหนึ่งที่ฉันตั้งใจว่าจะทำให้ได้ เมื่อรู้ว่าต้องเป็นเจ้าสาวในงานแต่งงาน ก็คือ สะพายกล้องคล้องคอไว้ถ่ายภาพสิ่งที่ฉันเห็น ทั้งบรรยากาศ บุคคลอันเป็นที่รัก และการประดับประดาที่ฉันและเพื่อนๆช่วยกันลงมือทำ แต่ในความเป็นจริง เมื่อวันนั้นมาถึง ฉันทำอย่างที่ตั้งใจได้น้อยมาก ที่คิดว่าอยากถ่ายรูปตอนแขกมาหลั่งน้ำสังข์แบบใกล้ๆ ก็ไม่อาจทำได้ ที่อยากจะถ่ายรูปใครต่อใคร ฉันก็ดันลืม อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเองกับมือ ญาติที่รักเคารพหลายท่าน ฉันยังไม่ได้ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วยซ้ำ เมื่องานผ่านไป ฉันจึงได้แต่นั่งเสียดายกับรูปและจำนวนรูปในกล้องที่ได้มา อยากจะแก้ตัวแก้มือ ก็คงเป็นไปได้ยาก (ก็โอกาสที่จะได้เป็นเจ้าสาวคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ จริงไหม) ได้แต่บอกตัวเองให้ทำใจ แม้จะไม่มีภาพถ่าย แต่ฉันก็ดีใจว่า ฉันได้ใช้สติสัมปชัญญะที่มีไปกับงานวันนั้นอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบันทึกภาพทุกภาพที่ฉันเห็นด้วยตาของฉันเอง เก็บไว้ในลิ้นชักความทรงจำ ที่จะไม่มีวันลบเลือน 












ฉันและเจ้าบ่าว กับกล้อง CASIO JE 10 ที่เข้ากับชุดมากๆ
(ภาพนี้ฉันแอบขโมยภาพจากกล้องพี่เอ๋ยมาค่ะ) 



19.10.12

ฤดูหนาวมาแล้ว

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม หรือเมื่อวานนี้ ฉันเดินออกจากบ้าน และรู้สึกถึงอากาศ ลม แสงแดด ที่บ่งบอกว่า ฤดูหนาวมาถึงแล้วจริงๆ และฝนที่ตกหนักเมื่อบ่ายวันอังคารที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็คงเป็นฝนสั่งลาของปีนี้

การเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้ฉันมีโอกาสพบเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่น เธอเป็นสาวญี่ปุ่นที่พูดไทยชัดมากและรู้จักคำศัพท์ยากๆในภาษาไทยเสียด้วย เธออยู่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว (แต่ไม่ยอมบอกเราว่ากี่ปี) เธอเล่าว่า ก่อนมาอยู่เชียงใหม่ เธอทำงานที่กรุงเทพฯอยู่หลายปี และทุกปี เธอจะรู้ว่าฤดูหนาวมาเยือนแล้ว จากการฟังเสียงของจิ้งหรีด เธอจดบันทึกไว้ในบล็อก ว่าวันไหนที่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเป็นวันแรก และวันที่ของแต่ละปีก็ตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ

ตรงกับที่ฉันอ่านพบใน ตำนานผีล้านนา ตอน ผีตากผ้าอ้อม ว่า
"ต่อเมื่อกาลเวลาผันผ่าน กระแสน้ำลดระดับในเวลาเดือนเกี๋ยงหรือเดือนเจี๋ยงตรงกับเดือนทางภาคกลางคือเดือนสิบเอ็ด ขณะที่น้ำลดกระแสพร้อมกับสายมลมหนาวเริ่มรำเพยพัดจอยกิ่งไม้ใบหญ้า บรรดาจี้กุ่งหรือจิ้งโกร่ง  จิ้งหีดหรือจิ้งหรีดต่างพากันร้องเซ็งแซ่ ระงมไพรยามค่ำคืน เป็นสิ่งบอกเหตุว่าหน้าน้ำนองจะลาจากไปแล้วละเน้อ... "

คำบอกเล่าของเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่น ทำให้ฉันอดทึ่งไม่ได้ เรื่องราวเล็กๆเรื่องนี้ สะท้อนถึงหลายสิ่งที่ทำให้ฉันต้องกลับมาทบทวนตัวเอง อันดับแรกคือ ความละเอียดอ่อนของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อธรรมชาติรอบกาย ฉันซึ่งเป็นคนไทยอยู่เมืองไทยผ่านร้อนหนาวมาสามสิบกว่าหนยังไม่เคยสังเกตุถึง"วันแรกที่จิ้งหรีดร้อง"เลย อันดับต่อมา คือ นิสัยช่างบันทึก ซึ่งฉันพบว่า มีอยู่มากในชาวญี่ปุ่น และสิ่งที่อยู่ในบันทึกนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้บันทึกเองและผู้อื่น

อันดับสุดท้าย  ข้อนี้ต้องขอเท้าความนิดนึง เมื่อประมาณสามปีก่อน มีนักเขียนหญิงไทยชื่อดังที่เคยไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น พูดกับฉันว่า ... ที่คนญี่ปุ่นมีความละเอียดอ่อนต่อสิ่งต่างๆ และเลือกใช้สีสันได้อย่างล้ำลึกน่าทึ่ง นั่นเป็นเพราะ ประเทศเขามีฤดูที่แตกต่างกันชัดเจนถึงสี่ฤดู ดอกไม้เขาก็มีเฉดสีที่ลึกซึ้ง ไม่สดจัดจ้าเหมือนดอกไม้ไทย...

ฉันฟังไปพยักหน้าไป แต่แอบเกิดคำถามขึ้นเล็กๆในใจ คำถามที่ฉันได้พบคำตอบจากบทสนทนากับชาวญี่ปุ่นในวันนั้น นั่นคือ ... ทุกสิ่งบนโลกนี้ จะสวยหรือไม่ สำคัญที่ใครมอง ...

ฉันเชื่อว่า ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในเมืองไทยทุกคน คงไม่ได้สังเกตุถึงความสัมพันธ์ของเสียงจิ้งหรีดกับการมาถึงของฤดูหนาวเหมือนเพื่อนของฉันคนนี้ และการที่นักเขียนหญิงไทยคนนั้นมองเห็นว่าความงามแบบไทยสู้แบบญี่ปุ่นไม่ได้ ก็เป็นเพราะ "การรับรู้" ของเธอเอง สิ่งหนึ่งที่พอจะยืนยันข้อสรุปนี้ของฉันได้ก็คือ เมื่อเราเอ่ยถึงประเทศของเขาอย่างชื่นชม เพื่อนญี่ปุ่นคนนี้กลับบอกว่า ...

"ฉันคิดว่า ดอกคูนก็ไม่ได้สวยน้อยไปกว่าซากุระเลยนะคะ"

ฉันไชโยโห่หิ้วอยู่ในใจ และอยากให้คนไทยคิดได้อย่างนี้เยอะๆจัง




หมายเหตุ
บันทึกนี้ถูกเขียนขึ้นจากความคิดที่แล่นเข้ามาในสมองอย่างฉับพลัน และเขียนท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดร้องอยู่นอกหน้าต่าง ในห้องที่ไม่เปิดแอร์และไม่มีพัดลม



  

24.4.12

ชุดรับร้อน




       เมื่อวาน ระหว่างยืนบนรถไฟฟ้า คนเบียดเสียดเยอะแยะ ฉันเกิดความคิดขึ้นมาว่า ทำไมเราคนไทยในกรุงเทพฯ ถึงนิยมใส่กางเกงยีนส์ ใส่สูท ถุงน่อง เสื้อเชิ้ตแขนยาว เสื้อยืดหนาๆ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนังพร้อมถุงเท้า ทั้งๆที่บ้านเราเป็นเมืองร้อน ร้อนมากก เราแต่งตัวตามแบบคนตะวันตกกันโดยไม่เอะใจ ... วันที่อากาศร้อนมากกกกอย่างวันนี้ ฉันเลยเลือกใส่เสื้อผ้าฝ้ายบางเบา กางเกงเอวผูกผ้าบาง รองเท้าเปิดนิ้ว ใส่หมวกสานกันแดด ถือกระเป๋าหวายสานที่เบาและเย็นกว่าหนัง และพกพัดเอาไว้เรียกลม  ถึงมันจะดูแปลกในสายตาใครๆ แต่ฉันก็รู้สึกถึงความเบา สบาย และเป็นอิสระ




21.2.12

รักปักใจ...

ไม่น่าเชื่อว่า ...  ครั้งหนึ่ง เราจะเคยทำอะไรอย่างนี้ ...

ฉันไม่ได้เป็นคน"รักเด็ก" อุ้มเด็กยังไม่ค่อยเป็น แต่รู้สึกอยากทำหนังสือที่อุทิศให้ "วัยเด็ก" สักครั้ง
หนังสือ "Living Mini" เป็นหนังสือเล่มแรกที่ฉันทำอาร์ตเวิร์คเองทั้งเล่มครั้งแรก
และอยากให้มันสะท้อนถึงสิ่งที่ฉันชอบทำตอนเป็นเด็ก นั่นก็คือ การปักผ้า

จำได้ว่าตอนอยู่ชั้น ป.5 คุณครูสั่งการบ้านให้ประดิษฐ์อะไรมาก็ได้หนึ่งอย่าง (เป็นการสั่งงานที่ให้อิสระกับเด็กสูงมากกกและง่ายต่อครูมากกก) และนั่นเป็นงานฝีมือที่ฉันจำมาถึงทุกวันนี้ เพราะฉันได้ออกแบบและทำเองกับมือ จำได้ว่า มันคือ ที่รองแก้ว แผ่นกลมๆสีขาว คัตเวิร์คริมผ้าด้วยไหมสีช็อคกิ้งพิงค์ แล้วตรงกลางปักลูกโซ่เป็นรูปถ้วยกาแฟ ฉันไม่เคยทำมาก่อน นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันหัดปัก โดยมีพี่ภัทรคอยสอนให้ และมีแม่คอยชื่นชมอยู่ห่างๆ เป็นการบ้านชิ้นที่ฉันภูมิใจนำเสนอมาก ทว่า คุณครูกลับไม่เชื่อว่าฉันทำเอง...

ระหว่างการทำหนังสือ  "Living Mini"  ฉันรู้สึกมีความสุข และแอบหลงรักเด็กเจ้าของห้องทุกห้องที่ได้พบ ธรรมชาติของเด็กช่างงดงาม ฉันจึงถ่ายทอดความรู้สึกที่ฉันมีต่อพวกเขาลงในงานปักผ้าเหล่านี้ ฉันเลือกสีของเส้นไหมและออกแบบลวดลายตามคาแรคเตอร์ของเด็กแต่ละคนแบบที่ฉันรู้สึก มองย้อนกลับไปตอนนั้น นับว่าเป็นงานที่ใช้เวลามากทีเดียว แต่ฉันก็เพลิดเพลินกับมันจริงๆ

เมื่อหนังสือพิมพ์เสร็จ ฉันนำผ้าปักเหล่านี้ไปขึงใส่เฟรมแล้วส่งไปให้คุณแม่ๆพร้อมหนังสือด้วย แม้ว่าฝีเข็มจะไม่เที่ยง เดินเส้นโย้เย้ไปบ้าง แต่ฉันก็ภูมิใจกับงานฝีมือชุดนี้มาก ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะถูกแขวนโชว์หรือวางในห้องของพวกเขาอย่างไร แค่อยากให้ แทนคำขอบคุณเพื่อนวัยเยาว์ ที่เกิดมาเพื่อเป็นแง่มุมที่สวยงามของโลกใบนี้ ...

หนังสือ "Living Mini" เป็นหนังสือลำดับที่ 4 ของชุด i love home วางแผงไปเมื่อเกือบสามปีที่แล้ว ยอดขายไม่ค่อยดี ไม่มีการพิมพ์ซ้ำ แต่ฉันไม่เคยเสียใจเลยที่ได้ทำงานนี้ เพราะเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ใครที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปและสัมผัสมันด้วยหัวใจที่มีความเป็นเด็ก คงจะรักมันและเข้าใจ"ข้อความ"ที่ฉันพยายามจะบอก และถ้าคุณแม่สักคนได้เห็นผ้าปักเหล่านั้นแล้วอยากลงมือทำให้ลูกบ้าง ฉันก็คงจะดีใจมากเลยทีเดียว



 ... ยืนยันอีกทีว่าไม่ได้ "รักเด็ก" จริงๆ